จากสภาวการณ์โลกที่เผชิญปัญหาภาวะโลกร้อนเนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจและเร่งหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ประเทศไทยได้เล็งเห็นปัญหานี้เช่นกันโดยหนึ่งในสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาคือการใช้พลังงานภายในประเทศ พลังงานทดแทนถือเป็นเป้าหมายที่คาดว่าจะสามารถนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าทดแทนก๊าซธรรมชาติได้ การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนจึงไม่ใช่ภารกิจหลักของรัฐบาลเท่านั้น การได้รับความร่วมมือจากชุมชน และหน่วยงานในการจัดสรรพลังงานทดแทนจึงเป็นแนวทางสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ หนึ่งในยุทธศาสตร์ของภาครัฐที่ประเทศไทยกำลังผลักดันอยู่

การส่งเสริมด้านการใช้พลังงานทดแทน

จากเดิมที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาแหล่งฟอสซิล และก๊าซธรรมชาติมากกว่าร้อยละ 70 เพื่อมาผลิตไฟฟ้าแต่นั้นยังไม่เพียงพอต่อความต้องการที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นตามเศรษฐกิจและจำนวนประชากรในก่อให้เกิดการนำเข้า ดังนั้นการพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างจริงจังจะช่วยลดการพึ่งพาและนำเข้าพลังงานน้ำมันและเชื้อเพลิงได้ ประเทศไทยจึงมีพลังงานทดแทนหลายประเภท เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และขยะ ทั้งหมดนี้ต่างมีต้นทุนที่ถูกกว่าพลังงานดั้งเดิมและเหมาะสมกับภูมิประเทศที่พร้อมแก่การผลิตพลังงานด้วยธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีความเข้มข้นของรังสีแสงอาทิตย์ โดยเฉลี่ยประมาณ 18.2 MJ/m2/day และบางแห่งของประเทศอาจจะมีศักยภาพพลังงานลมดี
แผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี
รัฐบาลได้มีการมอบหมายกระทรวงพลังงานดำเนินทำแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (พ.ศ.2555-2564) เพื่อกำหนดทิศทางด้านการพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศ โดยกระทรวงพลังงานได้พยากรณ์ความต้องการพลังงานในอนาคต คาดว่าปี 2564 ต้องมีความต้องการมากขึ้นจากปัจจุบันคิดเป็น 25% ของการใช้พลังงานรวมทั้งหมด ดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ กระทรวงพลังงานจึงได้ผลักดันให้เกิดการสนับสนุนของภาคประชาชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนด้านความมั่นคงในการใช้พลังงานทดแทน
การส่งเสริมในภาคส่วนเล็กๆ ที่ทุกคนต่างมีส่วนร่วม
1. การจัดการขยะ การคัดแยกขยะจากชุมชนนอกจากช่วยลดภาวะโลกร้อนแล้วยังสามารถนำขยะเปียกมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าได้
2. การใช้เศษวัสดุทางการเกษตร เช่น ไม้ฟืน แกลบ กากอ้อย เศษไม้ นำไปทำเชื้อเพลิงทางชีวมวล และสามารถนำไปหมักเป็นแก๊สชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และไบโอดีเซล เอทานอลได้
3. การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือน ช่วยลดพลังงานไฟฟ้าจากโรงงานได้โดยตรง
การเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทนจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเพียงแค่การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนทั่วทุกภูมิภาคจะช่วยผลักดันไปสู่ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้ ในอนาคตอาจเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางสู่นานาประเทศทั่วโลกและยกย่องให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทนอีกด้วย